กินเหลือกินทิ้งกินขว้างทำ “โลกร้อน” ปล่อยปล่อยคาร์บอนฟุตพริ้นท์มหาศาล

คำสอนของ ปู่ย่า ตายาย เราคงเคยได้ยินบ่อยๆ เมื่อสมัยยังเป็นเด็กว่า อย่ากินข้าวเหลืออย่ากินทิ้งกินขว้าง ซึ่งเป็นคำสอนที่ดีมากๆ และมีมาตั้งแต่โบราณกาล เราอาจมองว่าเป็นเพราะสมัยก่อนอาหารการกิน ข้าวแต่ละเม็ดกว่าจะได้มานั้นยากลำบาก ไม่เหมือนยุคสมัยปัจจุบันที่มีเครื่องจักรที่ทันสมัยสามารถสร้างและเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ครั้งละมากๆ ด้วยเวลาอันรวดเร็วซึ่งไม่จำเป็นต้องกังวลในเรื่องแบบนั้นแล้ว แต่ใครจะรู้ล่ะว่าคำสอนของปู่ย่า ตายาย เรานั้น แท้จริงแล้ว เป็นคำสอนที่ “มีผลต่อการอยู่รอดของโลกใบนี้” กันเลยทีเดียว

พฤติกรรมการกินอาหารเหลือ การกินทิ้งกินขว้างของพวกเรานั้น ได้ส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อโลกใบนี้ ซึ่งมีข้อมูลว่า อาหาร 1 ใน 3 ของโลกเกิดการสูญเสียและถูกทิ้ง ในขณะที่ร้อยละ 11 ของประชากรโลกกำลังเผชิญกับความอดอยาก ไม่มีจะกิน โดยปัจจุบันอาหารที่ถูกทิ้ง สร้างมูลค่าความเสียหายต่อเศรษฐกิจโลกสูงถึง 9 แสนล้านเหรียญสหรัฐต่อปี และคิดเป็นร้อยละ 8 ของปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ถูกปล่อยสู่บรรยากาศโลก

จากข้อมูลเราจะพบว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นร้ายแรงกว่าที่คิด และไม่ได้เกิดผลกระทบเฉพาะมิติของเศรษฐกิจและสังคมเท่านั้น ยังส่งผลกระทบในมิติของสิ่งแวดล้อมด้วย นั่นก็คือการปลดปล่อย Carbon Footprint ในปริมาณที่มหาศาลในแต่ละปี ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดภาวะโลกร้อน (global warming) และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate change) ที่เรากำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ หลายคนอาจสงสัยว่ามันเป็นไปได้อย่างไรกับการแค่กินอาหารเหลือแล้วทำให้โลกร้อน

นั่นเป็นเพราะเรามองเห็นเพียงแค่ฉากหน้าเท่านั้น นั่นก็คือเศษอาหารที่เหลือในจาน แต่เอาเข้าจริงแล้วเฉพาะขยะเศษอาหารที่เหลือทิ้งในแต่ละวัน ก็เกิดการปลดปล่อย Carbon Footprint เป็นจำนวนมหาศาลแล้ว ในรูปของก๊าซมีเทน (CH4) ที่ปล่อยขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ ซึ่งมีค่าศักยภาพในการทำให้เกิดภาวะโลกร้อน (Global Warming Potential: GWP) มากกว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ถึง 25 เท่าเลยทีเดียว แต่ผลกระทบมันไม่ได้มีเพียงเท่านี้ เราอย่าลืมว่ากว่าจะมาเป็นอาหารวางอยู่ในจานให้เราได้รับประทาน มันมีกระบวนการอีกมากมาย โดยถ้ามองย้อนกลับไปตลอดทั้งซัพพลายเชน (Supply Chain) ก็จะเห็นว่ามันเริ่มตั้งแต่หาวัตถุดิบ จนกระทั่งสินค้าถูกส่งไปจนถึงมือลูกค้า ซึ่งทุกกิจกรรมทุกกระบวนการจะมีการปลดปล่อย Carbon Footprint ทั้งสิ้น มาลองวิเคราะห์กันง่ายๆ ก็ได้ว่ามาจากตรงไหนบ้าง

1.การได้มาซึ่งวัตถุดิบ (Acquisition of raw materials) เฉพาะกระบวนนี้ก็มีการปลดปล่อย Carbon Footprint มหาศาลแล้วเพราะมีขั้นตอนกระบวนการย่อยๆ อยู่ในนี้อีกมาก ที่เห็นชัดๆ ก็เช่น การเพาะปลูก การเตรียมพื้นที่ การดูแลรดน้ำใส่ปุ๋ยใส่ยา การ feed อาหาร การเก็บเกี่ยว การขนส่ง และรวมถึงอาจมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภายในกระบวนการเองด้วย เช่น ก๊าซมีเทน (CH4) ในนาข้าว หรือจากตดวัวเป็นต้น

2.การผลิตและแปรรูป (Production and processing) ซึ่งกระบวนการนี้มักจะเกิดขึ้นที่โรงงาน หรืออาจจะเป็นแค่ร้านค้าก็ได้ และแน่นอนว่าก็จะมีการปลดปล่อย Carbon Footprint ด้วยเช่นกัน จากการใช้พลังงานต่างๆ เช่น ไฟฟ้า แก๊สหุงต้ม การขนส่ง และยังรวมไปถึงบรรจุภัณฑ์ต่างๆ ด้วย

3.การใช้งาน (Using) การรับประทาน ซึ่งก็มักจะต้องมีการใช้พลังงานด้วยเช่นกัน ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

4.ของเสีย (waste) ซึ่งนี่เป็นปลายทางของการปลดปล่อย Carbon Footprint ที่เราพูดถึงกันมาตั้งแต่ต้น และอย่าลืมว่ามันยังรวมไปถึงกระบวนการการกำจัดของเสียอีกด้วย และแน่นอนว่ายิ่งเราทานอาหารเหลือมากเท่าไร ของเสียและกระบวนการกำจัดก็จะยิ่งมากขึ้นเท่านั้น และมันไม่ได้ส่งผลกระทบเพียงแค่นั้น แต่มันยังส่งผลกระทบไปตลอดทั้งซัพพลายเชน (Supply Chain) ตามที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น

จึงสรุปได้อย่างชัดเจนว่า ยิ่งเราฟุ่มเฟือยมากเท่าไร เราก็จะยิ่งทำให้โลกร้อนมากขึ้นเท่านั้น ซึ่งคำสอนของ ปู่ย่า ตายาย ของเรายังใช้การได้ดีเสมอ

“ตักให้พอดี กินให้หมด” ช่วยลดโลกร้อนนะจ๊ะ

Cr.
1. http://www.tgo.or.th/2015/thai/content.php?s1=10&s2=171
2. https://thaipublica.org/2018/03/foodwastecrisis-tesco1/
3. https://greedisgoods.com/supply-chain-%E0%B8%84%E0%B8%B7%E0%B8%AD/?fbclid=IwAR156Xq11u423sCG9Ei3kjNvWRVxaM1B6uSpnARs2LKB59soyEiqJ54KM-g

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *